9[1] เส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo ตอนที่ 1/2 ก้าวสู่ทางธรรม(ทำ) Takijiri-Chikatsuyu

Kumano Cover

แสงแดดยามเช้าไม่อุ่นเหมือนที่เคย เมื่อคืนผมเผลอหลับไปทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำหลังจากที่นั่งกระดกเบียร์อยู่ในห้องเงียบๆเพียงลำพัง ว่ากันว่าเมื่อเรามีทุกข์เรามักเข้าหาทางธรรม ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากผิดหวังในความรักครั้งล่าสุดเมื่อกลางๆปี ผมก็กลายเป็นหนุ่มโสดเวลาว่างมากมาย การตัดสินใจทำอะไรบ้าๆบอๆ ก็ทำได้ง่ายขึ้นมากเพราะไม่ต้องแคร์อะไร ผมเอาทางธรรมกับความบ้าๆบอมาผสมกันจนท้ายที่สุดหวยก็ออกมาโผล่ที่การเดินป่าบนเส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo เดิมทีอยากไปเดินป่าบนเทือกเขาแอลป์ ญี่ปุ่น แต่ในช่วงเวลาที่ผมวางแผนเดินทางมันดันไม่เปิดซะนี่ ตัวเลือกก็เลยต้องหาเส้นทางที่ยังเปิดอยู่ ณ วันที่ผมเดินทางไปญี่ปุ่น โจทย์ที่ตั้งถูกตีกรอบให้แคบลงไปอีกด้วยเส้นทางต้องอยู่ระหว่างโอซาก้าและนาโกย่า ปฏิบัติการค้นหาเส้นทางเดินป่าตามโจทย์ที่วางเอาไว้จึงมาโผล่ที่เมือง Wakayama

ตอนที่ searching เส้นทาง ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก การไปเดินคนเดียวในป่าต่างประเทศในสภาพอากาศที่หนาวเย็นทำให้กลัวว่าจะหนาวตายในป่าขึ้นมา หากเกิดอุบัติเหตุใดๆ ร่างกายผมคงได้เป็นปุ๋ยและมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยคาร์บอนได้ราวๆหนึ่งตัน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เลยทำปฏิบัติการหาเพื่อนร่วมทางผ่านเพจหาเพื่อนเที่ยวแบ็คแพ็คในต่างประเทศ ในที่สุดก็ได้เพื่อนร่วมทริปเดินป่าในครั้งนี้หนึ่งคน ซึ่งก็คือ นัท

IMG_1591
น๊อตกับนัท นัดเจอกันที่สถานีรถไฟ Kii-Tanabe ก่อนจะนั่งรถเมล์ไปลงที่ Takijiri จุดเริ่มต้นทางเดินทางของเรา ขอเกริ่นเรื่องเส้นทางสักนิดเผื่อมีคนอยากตามรอย Kumano Kodo เป็นเส้นทางแสวงบุญที่มีมาตั้งแต่โบราณ เส้นทางต่างๆจะมุ่งหน้าไปยัง Kumano Hongu Taisha ศาลเจ้าที่อยู่ใจกลางภูมิภาค ริมแม่น้ำ Kumano เส้นทางแสวงบุญดั้งเดิมจะมีทั้งหมด 5 เส้นทางได้แก่
1. Nakahechi หรือ ‘Imperial Route’ เส้นทางจักรพรรดิ
2. Ohechi หรือ ‘Coastal Route’ เส้นทางชายฝั่งตามแนว Kii Peninsula
3. Iseji เส้นทางตะวันออก จากศาลเจ้า Ise Grand ในจังหวัด Mie ซึ่งถือเป็นศาลเจ้าลัทธิชินโตที่ศักสิทธิ์ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
4. Kohechi เส้นทางภูเขาจุดเริ่มต้นของเส้นทางการแสวงบุญเริ่มจากหุบเขา Koyasan
5. Omine Okugake หรือ ‘Shugendo’ เส้นทางจาก Yoshinosan ในจังหวัด Nara

สำหรับทริปสั้นๆในคราวนี้ผมและนัทเลือกเดินบนเส้นทางจักรพรรดิ เส้นทางที่ในอดีตชาวจักรพรรดิใช้ในการแสวงบุญมายัง Kumano Hongu Taisha ผ่านหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไม้ใหญ่ผ่านหมู่บ้านและศาลเจ้าระหว่างทางมากมาย อีกทั้งยังผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยออนเซ็นที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆและหนึ่งในนั้นยังเป็นออนเซ็นแห่งแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาในญี่ปุ่นอีกด้วย

เส้นทางจักรพรรดิ Nakahechi หากแบ่งเป็น stage จะแบ่งได้ 6.2 stage เอาให้เคลียร์ๆก็คือมี 6 stage หลักและมีทางเลือกอีกสองเส้นทางเล็กๆตรง Kumano Hougu Taisha เป็นทางแยกสำหรับเดินไป Yunomine onsen และอีกอันเป็นทางข้ามเขาจาก Yunomine onsen ไปยัง Hongu Taisha

เราสามารถเลือกเดินมากกว่าหนึ่ง stage ในหนึ่งวันก็ได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย แผนที่ที่ได้รับจาก Tourist information center ระบุข้อมูลต่างๆอย่างชัดเจนทั้ง ระยะทาง ความชัน เวลาที่ใช้ในการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างทางต่างๆ เช่น จุดพัก เครื่องดื่ม ป้ายรถเมล์หรือแม้กระทั่งที่พักแรม ระยะทางตั้งแต่จุดเริ่มเดินทาง(Takijiri) จนถึง Hougu Taisha คือ 38.5 km และจาก Hungu Taisha ไปถึง Nachi Taisha คือ 26.8 km

IMG_1592สำหรับเส้นทางในครั้งนี้ผมเลือกที่จะเดินแค่จาก Takijiri จนถึง Hougu Taisha เท่านั้นเนื่องจากผมไม่แน่ใจความยากง่ายของเส้นทางและผมเพิ่งจบ Full Marathon ที่ Osaka มาเมื่อสองวันที่ผ่านมา ร่างกายคงจะยังฟื้นตัวได้ไม่ทัน เนื่องจาก Agoda และ Booking ไม่มีที่พักระหว่างเส้นทางเลย เราเลยจำเป็นต้องทำการจองที่พักจากเพจของ Kumano Travel เอง (www.kumano-travel.com/en) ราคาและรายละเอียดในเว็บไซต์มีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแต่ราคาก็แอบแรงนิดๆ

รถเมล์พาเรามาถึง Takijiri-Oji จนเริ่มต้นของเส้นทาง แม่น้ำ Tonda ไหลขนานกับเส้นทางที่เราโดยสาร สะพานพาดผ่านแม่น้ำเชื้อเชิญให้เราเดินข้ามไปยังจุดเริ่มต้นการผจญภัย อากาศเย็นกำลังดี ผมและนัทเข้าห้องน้ำเรียบร้อยก็ออกเดินทาง เส้นทางเทรลต้อนรับเราด้วยเนินชันในทันที เส้นทางเหมือนจะง่ายทางเดินมีร่องรอยของทางเดินอย่างชัดเจน แต่หลังจากก้าวเท้าได้ประมาณ 200 เมตร ผมกับนัทก็เริ่มหลงป่า ฮาๆ ในใจผมคิดออกเป็นสิ่งแรกเลยคืองานนี้จะรอดไหมวะนี่แค่เริ่มเดินได้แค่ 200 เมตรแม่งหลงซะแล้ว ในความโชคร้ายที่หลงทางก็นับว่ามีโชคดีอยู่บ้าง ที่ผมรู้ตัวว่าหลงทางนั้นก็เพราะมันมีป้ายบอกว่านี้ไม่ใช่เส้นทาง Kumano Kodo

กฏหลักง่ายๆเมื่อหลงก็คือย้อนกลับทางเดิมแล้วเริ่มมองหาทางแยกที่ต่างออกไป ผมเดินย้อนกลับไปได้ไม่ไกลก็พบทางแยกทางซ้ายมือ เส้นทางใหม่นำผมไปสู่ถ้ำเล็กๆที่มีปลายทางเป็นปากปล่องขนาดให้ตัวผ่านไปได้แต่เป้ไม่สามารถไปได้แน่ๆ ผมฝากเป้เอาไว้กับนัทแล้วปีนป่ายตัวเองขึ้นไปสู่ยอดถ้ำแล้วก็พบว่ามันเป็นทางเดินให้เราได้ไปต่อได้ ในหัวผมมีคำถามขึ้นมาอีกครั้ง “นี่แค่สองร้อยเมตรมันยังท้าทายขนาดนี้ ที่เหลือมันจะขนาดไหนวะ” อีกหนึ่งทางเลือกคือการปีนขึ้นจากหน้าถ้ำ ไม่ว่าจะทางเลือกไหนก็ยากทั้งนั้น สุดท้ายนัทก็เลือกปีนขึ้นจากทางหน้าถ้ำส่วนผมก็ปีนลงไปเอาเป้แล้วก็ปีนขึ้นจากหน้าถ้ำเช่นกัน เราสองคนเลือกเส้นทางนี้แต่คู่หูเดินป่าชาวญี่ปุ่นกลับไม่เลือกตาม เค้าสองคนเลือกที่จะเดินไปตามทางเดินที่ผมเดินหลงในตอนแรก กลุ่มพันธมิตรที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆก็แยกออกจากกันชั่วคราว


ต่อมเหงื่อทำงานสู้อากาศหนาวอย่างสุดฤทธิ์ ไม่นานความหนาวเย็นก็พ่ายแพ้ให้กับความร้อนภายในตัว เพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรแรกก็ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเกือบ 390 เมตร ความชันลดลงจนกลายเป็นทางราบ ตอนนี้พวกเรากำลังเดินอยู่บนยอดเขากลางป่าไม้สน ทางเดินราบเรียบไปจนถึงทางแยกอีกครั้ง เส้นทางหนึ่งชันดิ่งประหนึ่งห้ามนักเดินเขาเอาไว้ ส่วนอีกทางราบเรียบและเชื้อเชิญ การตัดสินใจของผมก็ช่างเรียบง่าย ที่ใดไปยากที่นั้นย่อมสวยงาม ผมเลือกเดินขึ้นเขาไปอีกหน่อยเผื่อว่าจะได้ชมสิ่งที่สวยงามและมันก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง วิวพอยด์บนยอดเขาเล็กๆเผยให้เห็นความงามของเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ห่างออกไป ท้องฟ้าสีน้ำเงินสลับกับเมฆน้อยใหญ่สร้างทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับภาพเขียน การสูญเสียแรงเดินเพิ่มอีกนิดกลับทำให้พบความงามที่คุ้มค่าเกินกว่าจะคาดเดาได้

ใบไม้ร่วงหล่นจากต้นมากมายจนกลายเป็นพรมให้เราได้เดินผ่าน ผมเริ่มจับทางวิธีการเดินป่าของที่นี้ได้แล้ว ทุกๆก้าวเมื่อกำลังจะเกิดความผิดพลาดจะมีป้ายบอกเราเสมอ เหมือนคนทำทางจะรู้ว่าเราจะผิดพลาดอะไรตรงไหนแล้วเค้าจะคอยเตือนเราทุกครั้งไม่ให้เราเดินหลุดออกไปจากเส้นทาง เค้าจะค่อยๆตบให้เราเข้ารูปเข้ารอย และเค้าคนนั้นจะคิดล่วงหน้าเสมอว่าเรานักเดินป่าจะเดินเท้าและเกิดความผิดพลาดอย่างไรแล้วเค้าก็จะคอยเตือนเราไว้เหมือนรู้กาลล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เราทำระยะทางกันได้ประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางธรรม(ทำ)ก็พาเราออกจากป่าเข้าสู่หมู่บ้าน Takahara ป่าสนรกทึบค่อยๆห่ายไปกลายสภาพเป็นไร่สวนเล็กๆหลังบ้านของใครบางคนและทางลูกรังก็กลายสภาพเป็นทางราดยางมุ่งตรงสู่ใจกลางของหมู่บ้านเล็กๆ เราแวะเข้าห้องน้ำกันตรงจุดบริการนักท่องเที่ยว เติมน้ำแล้วออกเดินทางต่อ 400 เมตรถัดมาสายตาก็เหลือบไปเห็นร้านกาแฟตั้งอยู่บนเชิงเขา เนื่องจากวันนี้เราเดินเท้ากันเพียงไม่กี่กิโลและการมุ่งตรงไปสู่ที่พักทันทีก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำสักเท่าไหร่ เรามัวแต่พุ่งไปให้ถึงจุดหมายโดยลืมมองว่าข้างทางนั้นสวยงามแค่ไหน มันทำให้เราพลาดหลายสิ่งอย่างในชีวิต เราสองคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเราควรแวะจิบกาแฟสักเล็กน้อยพร้อมกับชื่นชมบรรยากาศ วิวหลัก 300 เยนของหมู่บ้าน Takayama สักครู่

ใช้เวลาได้ไม่นานกับการดื่มด่ำบรรยากาศพร้อมกับกาแฟดำบนเนินเขาที่ต้องบอกว่ามีวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งกับอากาศเย็นๆประมาณ 16 องศา แสงแดดสาดเทลงมาช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้เราได้เพียงน้อยนิดแต่ช่วยเรื่องการถ่ายภาพได้มากมายทีเดียว จัดมุมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเสร็จก็จำต้องออกเดินทางต่อ บอกตามตรงว่าเสียดายช่วงเวลาตอนนี้มากๆ ถ้าไม่ติดว่าจองที่พักไว้แล้วก็อยากจะขอพักอยู่ตรงนี้ก่อนสักหนึ่งคืนแล้วค่อยเดินทางต่อเลยทีเดียว ผมนำถ้วยกาแฟไปคืนที่ร้านและออกเดินทางต่อ เราลงจากร้านกาแฟเพื่อเข้าสู่การเดินแสวงบุญต่อแต่กลับพบว่าเส้นทางที่เดินอยู่นี้หาใช่ Kumano kodo ไม่ มีป้ายบอกอยู่อย่างชัดเจนแต่ที่น่าสนใจคือป้ายเตือนเมื่อเราผ่านร้านกาแฟวิวสามร้อยเยนนี้ไปแล้วนะสิ ผมว่าผมเข้าใจหลักคิดของคนญี่ปุ่นนะ ถ้าสมมติว่าเค้าติดป้ายตั้งแต่ 50 เมตรแรกที่เดินหลงมา ผมก็คงไม่หลงจนมาเจอร้านกาแฟร้านนี้หรอกจริงไหม

img_6776
เราเดินย้อนกลับไปจนถึงจุดบริการนักท่องเที่ยว ก็เห็นป้ายบอกเส้นทางอยู่ทางซ้ายมือ ยังไม่ทันได้ออกจากหมู่บ้านแต่ความชันก็เล่นงานเราแบบไม่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีทางเลือกใดนอกจากก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นสู่ยอดเขา สภาพของคนที่เพิ่งผ่านมาราธอนมากับอีกคนก็เพิ่งจะจบฮาฟไม่ฟิตปั๋งเตะปี๊บดังเป็นแน่ ถึงจุดๆหนึ่งก็จะต้องแวะพักหายใจหายคอกันหน่อย การหยุดพักทำให้เราได้พบสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง ที่ผมเรียกเป็นศัพท์เฉพาะของผมเองคือ “ร้านขายของวิธีชุมชม” มันเป็นความเรียบง่ายและใช้หลักของความซื่อสัตย์ในการซื้อขาย ร้านค้าร้านแรกวางขายผลไม้และขนมชิ้นเล็กๆที่พกกินได้สะดวก มีราคาแปะไว้ชัดเจนแต่ไม่มีคนขาย มองผ่านอีกรอบก็เห็นตะกร้าเล็กๆใส่เหรียญเอาไว้ เป็นอันเข้าใจได้ว่าเราจะกินอันไหนก็หยิบไปแล้วก็เอาตังใส่ตะกร้านี้ไว้ละกัน ส้มลูกเล็กๆราคา สิบเยน ลูกพลับ ยี่สิบเยน แอ๊บเปิ้ล ร้อยห้าสิบเยน ราคาถูกมากจนอดใจไม่ไหวต้องซื้อขายของแบบนี้สักครั้ง ส้มเปรี้ยวจี๊ดแต่ไม่มีเมล็ด ส่วนลูกพลับหวานมากๆ คุ้มค่ากับราคาไม่ถึงหกบาทมากๆ

เกิดคำถามเล็กๆเข้ามาใจหัวอีกแล้ว ถ้าเป็นเมืองไทยจะทำแบบนี้ได้ไหมเนี่ย

หลังจากพบเจอสิ่งที่น่าใจสักครู่เราก็ออกเดินทางต่อ เจอร้านกาแฟวิวสามร้อยเยนอีกแล้ว ร้านนี้ปิดแต่คุณลุงเจ้าของร้านก็เชื้อเชิญให้เราเข้าไปสัมผัสวิวสวยๆได้อย่างอารีย์ เราจำต้องปฏิเสธไปเพราะกลัวว่าจะค่ำมืดไปเสียก่อนจะถึงปลายทาง การติดอยู่กลางป่าไร้แสงไฟท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บคงไม่ใช่เรื่องดีนัก ปลายทางราดยางมีศาลเจ้าเล็กๆ เหมือนให้เราพึงระลึกว่าต่อแต่นี้ไปจะเข้าสู่เขตป่าอีกครั้ง

เวลาเกือบๆจะบ่ายโมงครึ่งแล้วแต่ระยะทางที่เราทำได้น้อยกว่าที่คาดหวังไว้ ในช่วงนี้ของเดือนจะมืดไว้เป็นพิเศษ เพียงห้าโมงเย็นนิดก็เริ่มมืดแล้วเราคงต้องเร่งฝีเท้ากันสักหน่อย กิ่งสนบิดงอและแสงแดดที่ไม่อาจส่งผ่านมาถึงพื้นดินทำให้บรรยากาศดูน่าวังเวงขึ้นมานิดๆ แต่นับว่ายังเป็นโชคดีที่ผมมีเพื่อนร่วมทางมาด้วยอีกคน เราลัดเลาะไปตามไหล่เขาไม่นานความชันก็มากขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าถึงตอนที่เราจะต้องปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาอีกครั้ง ความร้อนภายในทำให้นัทต้องถอดเสื้อนอกออกหนึ่งชิ้นส่วนผมเพียงปลดซิปลงมาสักนิดเพื่อระบายอากาศกับกลิ่นเหงื่อออกบ้างไม่ให้มันสะสมมากเกินไป

img_6784
เราเดินขึ้น เดินขึ้น และเดินขึ้นจนกระทั่งทางชันแปรเปลี่ยนเป็นทางราบ หนองน้ำเล็กๆขวามือทำให้เราหยุดพักสักแป๊บ ถ่ายรูปแล้วเดินต่อไป ความเคร่งขรึมของบรรยากาศทำให้เราเคารพสถานที่มากเป็นพิเศษ ทางเดินที่ราบเรียบทำให้เราเดินได้ง่ายขึ้น ไม่นานนักก็เดินมาถึงจุดพักระหว่างทาง เราพบสองนักเดินป่าชาวญี่ปุ่นอีกครั้งตรงบริเวณห้องน้ำที่พื้นดินถูกระบายสีไปด้วยสีเหลืองของใบแป๊ะก๊วยดูเข้าตรีมกับความเป็นห้องน้ำเสียจริง น้ำที่ใช้ในห้องน้ำกลางป่าแบบนี้เป็นน้ำที่ได้จากการบำบัดของเสียของเราเอง ผ่านการเติมจุลินทรีย์และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้าดึงน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วไปเก็บไว้บนแท้งค์รอการชำระล้างในครั้งต่อไป ส่วนน้ำที่ล้างมือก็เป็นน้ำที่ไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ นับเป็นสิ่งที่น่าประทับใจสุดๆในความพยายามที่จะอนุรักษ์และอยู่คู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

เราเดินผ่านครึ่งทางมาได้อย่างไม่ลำบากนัก การเดินทางวันนี้ไม่ไกลเกินไปสำหรับนักเดินทางที่สุขภาพแข็งแรงทั่วไป เรายังคงเดินตามทางเทรคภายใต้เงาสนที่สูงใหญ่ปิดบังแสงแดดจนแสงสุริยันต์แทบไม่แตะถึงพื้น ไม่นานนักเราก็เดินถึงจุดที่สูงที่สุดในเส้นทางของวันนี้ สองข้างทางไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำเป็นพิเศษ ยังคงมีแต่ต้นสนปกคลุมอยู่ไปทั่ว

img_6813

12 กิโลเมตรผ่านไปเส้นทางเทรลก็ตัดผ่านถนนเป็นครั้งแรกแต่ดูจากสภาพแล้ว น่าจะไม่มีใครใช้งานมันมาสักพักใหญ่ กิ่งไม้ร่วงหล่นเต็มพื้นถนน ราวกับมันพยายามทวงคืนพื้นที่เดิมที่เป็นของมันมาก่อน เราเดินทางลัดเลาะข้ามลำห้วยเล็กๆด้วยสะพานไม้แบบ log bridge เส้นทางเริ่มลดระดับลงเรื่อยๆ ไม่นานนักเสียงที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันของคนเมืองก็เริ่มทักทาย เส้นทางเทรลเริ่มขนานกับถนนหมายเลข 331 ที่โผล่ออกมาสู่แสงสว่างปลายอุโมงค์อันมืดมิดและยาวไกล มันเหมือนกับเราเพิ่งหลุดออกจากโลกโลกหนึ่งที่คู่ขนานอยู่กับจักรวาลปัจจุบัน การเดินทางในดินแดนห่างไกลไร้ผู้คนได้หยุดพักลงชั่วคราว

img_6848เราแวะพักจุดจอดรถบนถนนหมายเลข 331 เพื่อพักเดิมน้ำและเติมพลังก่อนที่จะต้องเดินทางต่อไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เวลาในขณะนี้ประมาณ 15:40 น. ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน เราเร่งออกเดินทางต่อไปหลังจากพักได้เพียงไม่นาน คงไม่มีใครอยากติดอยู่ในป่าในเวลาที่แสงตะวันไม่อาจทำหน้าที่เป็นแน่ เราเดินขึ้นเนินอีกเล็กน้อยพอให้เหนื่อยหอบ ใบไม้เปลี่ยนสีพอมีให้เห็นอยู่ประปราย พระอาทิตย์ออกแรงลงเรื่อยๆเปลี่ยนสีของท้องฟ้าให้ทอประกายสีสรรแต่งเติมธรรมชาติให้งดงามยิ่งขึ้น

เสาหลักที่ 25 บนเส้นทาง Kumano Kodo Nakahechi ตั้งเด่นอยู่สุดปลายของป่าสน เบื้องหน้าของเราคือหมู่บ้าน Chikatsuyu ที่ที่เราจะพักแรมให้ค่ำคืนนี้ เราแสดงความเคารพต่อเส้นทางและเสาหลักสำหรับวันนี้ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จและปลอดภัยในการแสวงบุญครั้งแรกของเรา แล้วเราทั้งสองก็มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน ตรงไปยังที่พักของเรา

img_6880มันมีความสับสนเล็กๆเรื่องที่พักที่เราสองคนเข้าใจว่าที่พักที่เราจองไว้ชื่อ Happiness Chikatsuyu ด้านหลังของบ้านมีต้นเมเปิ้ลและแป๊ะก๊วยแข่งกันประชันความงานของสีสรรก่อนที่ใบนั้นจะร่วงโรย เราแวะถ่ายรูปกับป้ายบ้านพักกันยกใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปกดกริ่งและไม่มีสัญญาณใดๆตอบรับกลับออกมา…

img_6890เคว้ง…เป็นคำที่น่าจะเหมาะสมที่ใช้ในการบรรยายความรู้สึกที่มีอยู่ในตอนนี้ เรากดกริ่ง เคาะประตูเรียก เคาะหน้าต่าง และเดินดูรอบๆบ้านอยู่สักพัก ก่อนจะรู้ตัวว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่ เคว้ง…ในยามที่เวลาเดินเร็วขึ้นทุกขณะ เวลาไม่ใช่หน่วยที่จะบ่งบอกถึงความยาวนานที่เป็นมาตรฐานอีกต่อไป เวลาในขณะนี้เดินเร็วกว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาของทั้งวัน ถ้าผมเดินทางคนเดียวจะทำอย่างไรเมื่อเราทั้งคู่ต่างเข้าใจว่าที่พักที่เราจองไว้ดันไม่เปิดให้บริการ แน่นอนเราคงต้องติดต่อใครสักคน ถ้าเป็น Agoda หรือ Booking ก็คงไม่เดือดร้อนนักเพราะยังมีพนักงานสแตนบายด์ค่อยเราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่นี้เป็นการจองผ่านเว็บไซต์ท้องถิ่น การที่จะมีคนมาคอยดูแลเราตลอดเวลาก็คงเป็นไปได้ยาก

โทรศัพท์ผมไม่อาจโทรออกได้เนื่องจากผมซื้อแพ็คเกจไว้เพียงแค่อินเตอร์เน็ตเท่านั้น ยังโชคดีที่มือถือของนัทสามารถโทร Skype ได้ นัทโทรออกตามเบอร์ที่ในเว็บได้ให้ไว้ หลังจากนั้นเราจึงได้รู้ว่าที่พักที่เราจองไว้ เป็นอีกที่หนึ่ง (555) โชคยังดีที่บ้านพักหลังใหม่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเดิม เราเดินเท้าต่อไปอีกไม่ถึง 50 เมตรก็ถึงบ้านพักที่ชื่อว่า Guest house Sora Chikatsuyu

img_6906

Guest house Sora Chikatsuyu มีห้องพักอยู่เพียงหนึ่งห้อง ภายในบ้านจะมีห้องอาบน้ำ ห้องนอนแล้วก็ห้องครัวกับโต๊ะกินข้าวที่อยู่ในห้องเดียวกัน มีคุณลุงอดีตวิศวะกรโรงงานกับภรรยาเป็นเจ้าของบ้าน เราสองคนเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่เยี่ยมเยียนบ้านน้อยหลังนี้ เราเข้าพักในห้องพักที่เตรียมเอาไว้ขนาดใหญ่พอที่จะอยู่กัน 4 ในห้องได้สบายๆ อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ฮีตเตอร์เครื่องเล็กๆเปิดทำงานให้เราทั้งสองได้คลายหนาว ในห้องมีสเตอริโอเล็กๆยี่ห้อ Denon พร้อมซีดีเพลงแจ๊สกองมหึมา มันเหมือนผมหลุดมาอยู่ในนิยายของ Haruki Murakami ที่ดนตรีแจ๊สมักเป็นส่วนประกอบของนิยายเสมอๆ การได้เหยียดปลายเท้า เอนตัวลงนอนพร้อมเพลงแจ๊สเบาๆ มันทำให้ผมรู้สึกได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ชีวิตนี้จะต้องการอะไรอีก…(เบียร์อีกสักกระป๋องนะจบเลยจริงๆ)

19:00 น. เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง นั้นคือเวลาอาหารนั้นเอง มื้อเย็นวันนี้เป็นมื้อเย็นที่อบอุ่นที่สุดตั้งแต่เคยเดินทางมา เริ่มจากอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้มันดีมาก พิถีพิถันในเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบและรสชาติ มันเหมือนคุณได้เดินทางออกไปสู่โลกภายนอกอันวุ่นวายแล้วได้กลับเข้าบ้านมากินรสมือคุณแม่ แล้วทุกสิ่งที่ยุ่งเหยิงก็หายไป ปลาดิบเป็นเมนูเด่นตั้งอยู่ตรงกลางของเหล่าเมนูอื่นๆ ปีกไก่ต้มซีอิ๊ว(มั๊ง)เสริฟพร้อมไข่ต้ม อารมณ์คล้ายๆพะโล้บ้านเรา และนาเบะซุปหม้อไฟสไตล์ญี่ปุ่น มาพร้อมกับเบียร์เย็นๆที่คุณลุงยื่นให้และเราก็ไรไว้ด้วยความเกรงใจ(จริงๆนะ จัดไป 2 ป๋อง) คุณลุงคุณป้าเจ้าของบ้านอัธยาศัยดีมาก ชวนเราคุยเรื่องต่างๆ ทั้งการเดินทางและหน้าที่การงานต่างๆก็จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ชาร์จพลังเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ ที่ระยะทางไกลกว่า 35 กิโลเมตร จนสุดท้ายต้องมีการปรับแผน เพื่อให้ถึงปลายทางก่อนตะวันตกดิน

img_6914เราวางแผนการเดินทางของวันพรุ่งนี้พร้อมกับเสียงเพลงของ Keith Jarrett ในคอนเสิร์ต Sun Bear Piano Solo ก่อนจะหลับไหลในที่นอนอันหนานุ่มบนผื่นเสื่อทาตามิ…

One thought on “9[1] เส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo ตอนที่ 1/2 ก้าวสู่ทางธรรม(ทำ) Takijiri-Chikatsuyu

  1. Pingback: Nan Trip 2020 – Zerothman

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s